Q1: ทำไมต้องวางระบบน้ำหยดในฟาร์มออร์แกนิก?
A1: ช่วยคุมความชื้นที่โคนต้นโดยตรง ลดการเกิดวัชพืชรอบนอกและลดโอกาสเกิดเชื้อราบนใบพืชจากการเปียกชื้นเกินไปครับ
Q2: ระบบ Fertigation สำหรับออร์แกนิกใช้อะไรแทนปุ๋ยเคมี?
A2: เราใช้น้ำหมักชีวภาพหรือมูลค้างคาวสกัดเหลวที่เจือจางแล้ว ปล่อยผ่านระบบน้ำเพื่อให้พืชได้รับสารอาหารต่อเนื่องครับ
Q3: ใช้ปั๊มน้ำขนาดเท่าไหร่ถึงจะพอสำหรับแปลงผัก?
A3: ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และจำนวนหัวจ่ายน้ำ ควรคำนวณอัตราการไหล (Flow rate) ให้สัมพันธ์กับแรงดันปั๊มเพื่อให้พืชต้นสุดท้ายได้รับน้ำเท่าต้นแรกครับ
Q4: น้ำหมักชีวภาพจะทำให้หัวพ่นหรือท่อน้ำอุดตันไหม?
A4: มีโอกาสครับ จึงจำเป็นต้องมีระบบกรองละเอียด (Disc Filter) ที่มีประสิทธิภาพ และควรล้างกรองเป็นประจำเพื่อป้องกันการสะสมของตะกอนครับ
Q5: ท่อ PE กับท่อ PVC แบบไหนเหมาะกับงานฟาร์มมากกว่า?
A5: ท่อ PE มีความยืดหยุ่นสูง ติดตั้งง่ายในแปลงปลูก ส่วนท่อ PVC เหมาะสำหรับทำเป็นท่อเมนหลักที่ต้องการความแข็งแรงและทนต่อแรงดันสูงครับ
Q6: การตั้งเวลาเปิด-ปิดน้ำอัตโนมัติ (Timer) จำเป็นไหม?
A6: ช่วยได้มากในเรื่องความแม่นยำและการประหยัดแรงงาน ทำให้พืชได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมทุกวันแม้เราไม่ได้อยู่ที่ฟาร์มครับ
Q7: ช่วงเวลาไหนเหมาะกับการรดน้ำในฟาร์มออร์แกนิกที่สุด?
A7: ช่วงเช้าตรู่ครับ เพราะพืชจะนำน้ำไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ทันที และหน้าดินจะแห้งก่อนค่ำ ลดการสะสมความชื้นที่ทำให้เกิดโรคพืชครับ
Q8: งบประมาณเริ่มต้นในการวางระบบน้ำสูงไหม?
A8: ขึ้นอยู่กับเกรดอุปกรณ์ครับ แต่เป็นการลงทุนครั้งเดียวที่คุ้มค่ามาก เพราะช่วยลดอัตราการตายของพืชและเพิ่มคุณภาพผลผลิตได้ในระยะยาว
Q9: ระบบเทปน้ำพุ่งกับระบบน้ำหยด ต่างกันอย่างไร?
A9: เทปน้ำพุ่งจะกระจายน้ำเป็นละอองกว้างเหมาะกับพืชผักสวนครัวที่ปลูกถี่ๆ ส่วนน้ำหยดจะให้ความชื้นเฉพาะจุดเหมาะกับพืชที่ต้องการคุมความชื้นแม่นยำครับ
Q10: จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบน้ำที่เราวางไว้ให้ปริมาณน้ำพอดีแล้ว?
A10: สังเกตความชื้นในดินลึกลงไปประมาณ 10 ซม. หลังรดน้ำ ดินควรมีความชื้นแต่ไม่แฉะจนน้ำขังหรือมีกลิ่นอับครับ